โดย รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

บ้านจะประกอบจาก ชิ้นส่วนสำเร็จรูปมาตราฐาน ที่ผลิตมาจากโรงงาน มาเป็นขิ้นส่วนขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สำเร็จรูปมาทั้งห้องไม่ใข่มาเพียงเป็นชิ้นส่วน เสา พื้น ผนัง เท่านั้น
บ้านและเมือง ในอีก 50 ปีข้างหน้า โฉมหน้าจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะเหตุใด? ในอีก 50 ปีข้างหน้า “บ้าน” และอาคารต่างๆ อาจไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่มันจะทำหน้าที่เป็น “เครื่องจักรที่ช่วยฟื้นฟูโลก” ไปด้วยในตัว
ต่อไปนี้คือเหตุผล :
ในอีก 50 ปีข้างหน้า (ราวปี พ.ศ. 2572) บ้านและอาคารจะไม่ได้เปลี่ยนไปแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่จะเปลี่ยน “วิธีคิด” ในการสร้างและการอยู่อาศัยไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจาก วิกฤตภูมิอากาศ (Climate Change) และ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ครับ
นี่คือภาพสเกตช์ของที่อยู่อาศัยในอนาคต:
1. หน้าตาและลักษณะของอาคาร
* อาคารที่ “หายใจได้” (Biophilic Design): ตึกจะไม่ใช่แท่งคอนกรีตสีเทา แต่จะดูเหมือนภูเขาจำลองที่เต็มไปด้วยต้นไม้ (Vertical Forest) มีระบบหมุนเวียนอากาศธรรมชาติเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ
* วัสดุเปลี่ยนรูปได้ (Smart Materials): ผนังบ้านอาจทำจากวัสดุที่เปลี่ยนความโปร่งแสงตามความเข้มของแดด หรือใช้วัสดุที่ “ซ่อมแซมตัวเองได้” (Self-healing concrete) เมื่อเกิดรอยร้าว
* บ้านแบบ Modular & 3D Printed: บ้านจะถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D ขนาดใหญ่โดยใช้วัสดุรีไซเคิล ทำให้มีรูปทรงโค้งมนเป็นอิสระ (Organic Forms) คล้ายถ้ำหรือเปลือกหอย ซึ่งรับแรงลมและพายุได้ดีกว่าทรงสี่เหลี่ยม
* อาคารลอยน้ำ (Floating Architecture): ในเมืองริมชายฝั่งที่เสี่ยงน้ำท่วม เราจะเห็นอาคารที่ออกแบบมาให้ลอยขึ้นตามระดับน้ำ หรือสร้างอยู่บนแพลตฟอร์มกลางน้ำที่เชื่อมต่อกันเป็นชุมชน
2. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? (สาเหตุสำคัญ)
* ภาวะโลกร้อน extreme: อุณหภูมิที่สูงขึ้นและภัยธรรมชาติที่รุนแรง บังคับให้อาคารต้องเป็น “ป้อมปราการที่ยั่งยืน” การสร้างตึกกระจกแบบเดิมจะหายไปเพราะสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็น
* การขาดแคลนทรัพยากร: คอนกรีตและเหล็กจะมีราคาสูงและถูกจำกัดการใช้เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนสูง เราจึงจะเห็นการใช้ ไม้แปรรูปพิเศษ (Mass Timber) และ วัสดุชีวภาพ (Bio-based materials) เช่น เส้นใยเห็ดรา (Mycelium) มาทำฉนวนหรือผนังแทน
* สังคมไร้ขยะ (Circular Economy): อาคารในอนาคตจะถูกออกแบบมาให้ “ถอดประกอบได้” เพื่อนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ 100% เมื่อหมดอายุการใช้งาน
* การเชื่อมต่อที่สมบูรณ์ (AI-Integrated): AI จะกลายเป็น “สมอง” ของบ้านที่คอยคำนวณการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ผลิตไฟฟ้าเองจากสีทาบ้านที่โซลาร์เซลล์ในตัว และรีไซเคิลน้ำในบ้านมาใช้ซ้ำแบบระบบปิด
*** ทุกเช้าวันจันทร์พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการก่อสร้างทั้งของประเทศไทยและของโลกในความรู้ชุด
“เปิดสมองมองก่อสร้าง”
ค้นหานำมาเสนอโดยอาจารย์ต่อ

อาคารจะไม่ใช่แท่งคอนกรีตสีเทาหรือตู้กระจกอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยต้นไม้ (Vertical Forest)

อาคารสูงเสียดฟ้า ในเมืองจะเน้นการเชื่อมต่อ การเดินทาง และการประหยัดการใช้พลังงานในอาคาร บางอาคารอาจสามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเองจนพอเพียง
